ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จับหนุ่มไทย เปิดบริษัทบังหน้า
ฟอกเงินข้ามโลกผ่านคริปโต เงินหมุนเวียนกว่า 4,000 ล้านบาท
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ผนึกกำลัง ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง รอง ผบก.ปอท.
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ ผกก.3 บก.ปอศ.รรท.ผกก.2 บก.ปอท. ว่าที่ พ.ต.ต.จิรายุ วงศ์วิวัฒน์ สว.กก.3 บก.ปอศ.ปรก.กก.2 บก.ปอท., ร.ต.อ.สหรัฐ พันธุ์เพชรนิล รอง สว.กก.2 บก.ปอท., ร.ต.ท.วิรัช ช่วงแพร รอง สว.(ป.) กก.2 บก.ปอท., ด.ต.กมล พึ่งธรรม และ จ.ส.ต.ภาคภูมิ อินทร์พรหม ผบ.หมู่ กก.2 บก.ปอท.
ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา
- นายเสริมศักดิ์ฯ อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ.325/2568 ลงวันที่ 19 ส.ค.68
- นางปริชาติฯ อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ.320/2568 ลงวันที่ 19 ส.ค.68
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน สนับสนุนฉ้อโกง, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน ฯ
พฤติการณ์ เนื่องด้วยหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations) ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการสืบสวนคดีที่เกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ในลักษณะ Pig Butchering หรือการหลอกให้รักและลงทุน ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนหลายรายในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจากการสืบสวน HSI สามารถอายัดเหรียญดิจิทัล USDT ได้มากกว่า 100 ล้าน USDT หรือประมาณ 3,200 ล้านบาท อีกทั้งยังพบว่าเส้นทางการเงินของขบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงมาถึงกลุ่มบุคคลในประเทศไทย จึงได้ประสานข้อมูลมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. เพื่อขยายผลตรวจสอบกลุ่มเครือข่ายในประเทศไทย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. จึงเริ่มทำการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายมีพฤติการณ์ในการเปิดบริษัทบังหน้า โดยใช้บัญชีธนาคารของบริษัทรับเงินจากแก๊งคอลเซนเตอร์ จากนั้นจะทำการแลกเปลี่ยนเป็นเงินดิจิตอลสกุลต่างๆ แล้วโอนต่อไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์สั่งการ ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสองรายยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศไทยมากกว่า 10 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท มีทั้งคดีที่เกี่ยวกับการหลอกลงทุนและหลอกให้ทำภารกิจเพื่อหารายได้พิเศษ อีกทั้งยังพบว่า อยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับคดีฉ้อโกงออนไลน์ (หลอกลงทุนในหุ้น) ของ สภ.เมืองอุดรธานี
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงพื้นที่สืบสวนอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อวันที่ 22 เม.ย.69 สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองราย ได้ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี และได้ตรวจยึดพยานหลักฐานต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก รวมทั้งสิ้น 15 รายการ
จากการสอบถามนายเสริมศักดิ์ฯ ให้การว่าตนได้ขอให้นางปริชาติฯ (มารดา) ร่วมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเป็น “ธุรกิจบังหน้า” โดยอ้างว่าดำเนินกิจการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านงานวิจัย แต่ในความเป็นจริงกลับนำบัญชีของบริษัทดังกล่าวมาใช้เป็นช่องทางในการรับแลกเหรียญดิจิทัล และรับฟอกเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีผู้ว่าจ้างเป็นชาวจีน โดยมีลักษณะการดำเนินการคือ การรับโอนเหรียญดิจิทัลผ่านเครือข่ายหนึ่ง ก่อนจะแปลงและโอนเหรียญดิจิทัลข้ามไปอีกเครือข่ายหนึ่ง (Cross-chain) เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยได้รับจ้าง 100 USDT ต่อการแปลงข้ามเครือข่ายมูลค่า 1 ล้าน USDT
จากการสืบสวนเชิงลึก ยังพบว่านายเสริมศักดิ์ฯ มีการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับบุคคลอื่นอีก 3 คน โดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของการหาลูกค้า การดูแลบัญชี และการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน โดยนายเสริมศักดิ์ฯ ทำหน้าที่โอนเหรียญดิจิทัลและโอนเงินบาท จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.68 – ต.ค.68 บัญชีกระเป๋าเงินดิจิทัลของนายเสริมศักดิ์ฯ มีเหรียญดิจิทัลหมุนเวียนรวมสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนภัยประชาชนให้ตระหนักถึงโทษตามกฎหมายของการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งในรูปแบบของการยินยอมให้ใช้บัญชีธนาคาร การเป็นนายหน้าชักชวนให้เปิดหรือรับซื้อบัญชีธนาคาร รวมไปถึงการรับเเลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างๆ ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดอาชญากรรมทางออนไลน์ โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2–5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000–500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากรับจ้างเปิดบัญชีม้า มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฉ้อโกงหรือฟอกเงิน อาจต้องรับโทษหนักขึ้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ต.จิรายุ วงศ์วิวัฒน์ สว.กก.2 บก.ปอท. โทรศัพท์ 0845949514



