หนังคนละม้วน หญิงผู้เสียหายป้อง ตร.ศรีสะเกษ ยันแก๊งเต็นท์รถกุเรื่อง “ถุงดำ-อาก้า” แฉเดือดเบี้ยวเงินชดเชยเลยร้องจ่าคิงส์
จากกรณีที่ “จ่าคิงส์ แตงทิม” พากลุ่มผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองเข้าร้อง พงส.บก.ป. โดยอ้างว่าถูกตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ กรรโชกทรัพย์นับแสนบาท ซ้ำยังใช้ปืนอาก้าจ่อหัวและขู่ใช้ถุงดำคลุมหัวเค้นความผิด จนครอบครัวหวาดกลัวต้องอพยพหนีออกนอกพื้นที่
ต่อมา นางณี (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายตัวจริงในคดีชิงทรัพย์ ได้เดินทางมาเปิดเผยความจริงอีกด้านเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยยืนยันว่าเรื่องราวที่กลุ่มเต็นท์รถนำไปร้องเรียนนั้นเป็นเรื่องโกหกและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง พร้อมแฉชนวนเหตุสำคัญของคดีนี้
•แฉพฤติกรรมแก๊งเต็นท์รถ “ซื้อปุ๊บ-ดักชิงคืนปั๊บ”
นางณี เล่าว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตนได้ตกลงซื้อรถกระบะโตโยต้ารีโว่มาจากกลุ่มผู้ร้องเรียนในราคา 345,000 บาท ทว่าหลังจากส่งมอบเงินและขับรถออกมาได้ไม่ถึง 5 กิโลเมตร กลับมีกลุ่มคนร้ายขับรถเก๋งไล่ตามเปิดไฟกะพริบใส่ในมุมมืด อ้างว่าตนขับรถไปชนท้ายและสั่งให้จอดรถ ตนเห็นว่ามืดและไม่ปลอดภัยจึงขับเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ก่อนจะถูกกลุ่มคนร้ายชิงรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมทรัพย์สินภายในรถหลบหนีไป
ต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กลุ่มคนร้ายได้นำรถคันเดิมกลับมาเร่ขายให้กับคนรู้จักของตน ตนจึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อวางแผนล่อซื้อจนสามารถจับกุมตัวไว้ได้ และนำตัวมาเจรจาไกล่เกลี่ยที่โรงพัก
•ยันอยู่ในห้องสืบสวนตลอด ไร้เงา “ถุงดำ-อาก้า”
นางณี ยืนยันหนักแน่นว่า ตนเองนั่งอยู่ในห้องสืบสวนตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดี มีข้าวมีน้ำให้รับประทาน ไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือรีดไถเงินตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนเงินจำนวนแสนกว่าบาทที่กลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่าถูกกรรโชกทรัพย์ แท้จริงแล้วเป็น “เงินค่าเสียหายที่แก๊งผู้ต้องหายินยอมชดใช้ให้ตนเองเพื่อจบเรื่อง”
“ตอนแรกตกลงค่าเสียหายกันที่ 345,000 บาท เท่าราคารถ วันนั้นทางฝั่งผู้ก่อเหตุยอมจ่ายมาก่อน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือรับปากจะทยอยจ่ายให้ครบ แต่ปรากฏว่าวันต่อมากลับเบี้ยวหนี้แล้วหายตัวไป จนกระทั่งไปโผล่เป็นข่าวร้องกองปราบ ตนเชื่อว่าที่เขาไปร้องเรียนเพราะไม่มีเงินมาจ่ายค่าเสียหาย จึงกุเรื่องขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นและแก้เกี้ยว ซึ่งตนพร้อมจะเดินทางไปกองปราบปรามเพื่อเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ใจให้กับตำรวจศรีสะเกษแน่นอน” นางณี กล่าว
•ตำรวจโต้กลับ ยันทำตามยุทธวิธีและ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
ด้าน พ.ต.ท.ศราวุฒิ คำน้อย รอง ผกก.(สืบสวน) สภ.เมืองศรีสะเกษ ได้ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงข้อเท็จจริง โดยระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด
-ประเด็นอาวุธปืนอาก้า ไม่เป็นความจริง เพราะอาวุธประเภทนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทางราชการมีเพียงปืน M4 และปืนสั้นกล็อก (Glock) ที่มีทะเบียนตรวจสอบได้เท่านั้น
-ประเด็นการเล็งปืนใส่ เกิดจากยุทธวิธีควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากขณะเข้าจับกุม ผู้ต้องหาพยายามขับรถเก๋งถอยหลังหลบหนี แย่งปืนเจ้าหน้าที่ขณะเอื้อมไปถอดกุญแจรถ และทำท่าคล้ายจะล้วงสิ่งของบางอย่างในรถ ตำรวจจึงต้องเล็งปืนเข้าไปในพิกัดตัวรถเพื่อป้องกันตัว ไม่ได้มีการนำปืนไปจ่อศีรษะแต่อย่างใด
-ประเด็นถุงดำคลุมหัว ไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากปัจจุบันมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ (พ.ร.บ.อุ้มหาย) ควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่อยู่อย่างเข้มงวด
-ประเด็นเรื่องเงิน เป็นความสมัครใจในการชดใช้ระหว่างคู่กรณี (ผู้เสียหายและผู้ต้องหา) เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
•เช็กประวัติพบประวัติอื้อ-สวมทะเบียนปลอมก่อเหตุซ้ำ
จากการตรวจสอบประวัติเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า หนึ่งในกลุ่มผู้ร้องเรียนคือ นายอรุณ มีประวัติคดีร่วมกันทำร้ายร่างกาย และคนในกลุ่มบางรายมีประวัติพัวพันกับยาเสพติด ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์เก๋งที่นำมาใช้ก่อเหตุดักชิงทรัพย์ก็เป็น รถสวมป้ายทะเบียนปลอม ไม่ตรงกับใบอนุญาตจดทะเบียน
จากพฤติการณ์เชื่อว่ากลุ่มผู้ต้องหาน่าจะเคยก่อเหตุในลักษณะ “ขายรถแล้วตามเช็กบิลชิงคืน” แบบนี้มาแล้วหลายครั้งในหลายพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม
เนื่องจากกลุ่มผู้ต้องหามีการเดินทางเชื่อมโยงกันหลายจังหวัด ทั้งอุบลราชธานี ยะโสธร และประจวบคีรีขันธ์
ทั้งนี้ ในส่วนที่มีการกล่าวหาและพาดพิงจนสร้างความเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 3 ทาง สภ.เมืองศรีสะเกษ จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา และเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มผู้ร้องเรียนในข้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อไป



