ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ “ชำแหละอาณาจักรทุนจีนนอมินี”ปูพรมตรวจค้น 5 จุดใหญ่ ทลายเครือข่ายสวมสิทธิ์ถือครองอสังหาฯ หรู

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการ “ชำแหละอาณาจักรทุนจีนนอมินี”
ปูพรมตรวจค้น 5 จุดใหญ่ ทลายเครือข่ายสวมสิทธิ์ถือครองอสังหาฯ หรู
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ    จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ, พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์ วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ติระพัฒน์, พ.ต.ท.ภาคิน ไกรกิติชาญ, พ.ต.ท.สมชาย ศรพล และ พ.ต.ท.อภิชา เทพจันทร์ รอง ผกก.4 บก.ปอศ.
เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ นำโดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัต, พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา, พ.ต.ท.สาธิต หาวงษ์ชัย สว.กก.4 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ไตรรงค์ หน่วยตุ้ย สว.กก.4 บก.ปคม. ช่วยราชการ กก.4 บก.ปอศ.พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ.
ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย
1.    Mr. HAO  (นายห่าว) สัญชาติจีน อายุ 35 ปี ข้อหา “เป็นนายจ้างไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบชื่อและสัญชาติของคนต่างด้าวและลักษณะงานที่ให้ทำภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่จ้าง” (นำส่ง พงส. สน.ประเวศ ดำเนินคดีตามกฎหมาย)
2.    นางเทียมใจ (สงวนนามสกุล) สัญชาติลาว อายุ 43 ปี ข้อหา “คนต่างด้าวไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เข้าทำงาน (นำส่ง พงส.สน.ประเวศ ดำเนินคดีตามกฎหมาย)
3.    MISS BE (นางบี) สัญชาติเมียนมา อายุ 33 ปี (จับกุมที่จุดตรวจค้นที่ 3) ข้อหา “เป็นคนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้” (นำส่ง พงส.สน.บางชัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย)
สถานที่ตรวจค้นจับกุม / ตรวจยึด
จุดตรวจค้นที่ 1: บริษัท นาราวี โฮลดิ้ง จำกัด บ้านเลขที่ 69/18 ม.นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา ซอยกรุงเทพกรีฑา 15 แแขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ตรวจยึด: รถยนต์ TOYOTA Alphard สีขาว ทะเบียนป้ายแดง จำนวน 1 คัน
จุดตรวจค้นที่ 2: บริษัท โฮลดิ้ง กู๊ด (ไทยแลนด์) จำกัด บ้านเลขที่ 69/17 ม.นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา ซอยกรุงเทพกรีฑา 15 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ตรวจยึด: วัตถุคล้ายธนบัตรไทย จำนวน1,426,800 บาท, ธนบัตรต่างประเทศ 8 สกุล, โทรศัพท์มือถือ 9 เครื่อง, โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง, iPad 1 เครื่อง, กระเป๋าเงินคริปโต Ledger - Nano X 1 เครื่อง, หนังสือเดินทาง (จีน, ฟิลิปปินส์, วานูอาตู), เล่มทะเบียนรถยนต์และจักรยานยนต์รวม 4 เล่ม และตรายางบริษัท
จุดตรวจค้นที่ 3: บริษัท เหลียง พีเพิล ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บ้านเลขที่ 19/122 โครงการเวนิว ถนนกาญจนาภิเษก แขวงทับช้าง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ตรวจยึด: เอกสารภาษีที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง, ใบแจ้งหนี้นิติบุคคล, อุปกรณ์บันทึกข้อมูล 4 ชิ้น, แฟ้มโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขาย 1 แฟ้ม
จุดตรวจค้นที่ 4: บริษัท ทีเอ ลอว์ เฟิร์ม จำกัด ยูนิต 903 อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ ถนนพระราม 3 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ ตรวจยึด: เอกสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท จำนวนหลายรายการ
จุดตรวจค้นที่ 5: บ้านเลขที่ 222/67 โครงการเดอะซิตี้ พระราม9–กรุงเทพกรีฑา ถ.ศรีนครินทร์–ร่มเกล้า แขวงทับช้าง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ตรวจยึด: เอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล, สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์และโฉนดที่ดินจำนวนมาก, สมุดบัญชีธนาคารและตรายางบริษัทในเครือข่าย, คีย์การ์ดคอนโด Life อโศก-พระราม 9 รวม 32 ใบ, และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4 เครื่อง
พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ได้ทำการสืบสวนเชิงลึกพบความผิดปกติของเครือข่ายกลุ่มทุนต่างชาติ (สัญชาติจีน) ที่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงกฎหมายในการประกอบธุรกิจที่สงวนไว้สำหรับคนไทย โดยการใช้ตัวแทนอำพรางหรือนอมินี เป็นหญิงไทยอายุเพียง 24 ปี (อายุในช่วงเกิดเหตุ) ปรากฏชื่อเป็นกรรมการและถือหุ้นแทนในนิติบุคคลหลายบริษัท เพื่อเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์และบ้านพักอาศัยหรูในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยมีกลุ่มบริษัทสำนักงานกฎหมายและบัญชีไทย คอยบริหารจัดการและจัดทำเอกสารอำพรางเพื่อสนับสนุนการกระทำความผิด  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ระดมกำลังเปิดปฏิบัติการปูพรมเข้าตรวจค้นเป้าหมายพร้อมกันทั้ง 5 จุด โดยที่ จุดตรวจค้นที่ 1 และ 2 พบ Mr. Siming นายทุนจีนผู้ถือหุ้นและเป็นผู้ดูแลบ้าน ทำการตรวจยึดวัตถุคล้ายธนบัตรไทยกว่า 1.4 ล้านบาท พร้อมวัตถุคล้ายธนบัตรต่างประเทศอีก 8 สกุล และอุปกรณ์ดิจิทัลที่ใช้เชื่อมโยงสินทรัพย์จำนวนมาก ต่อมาที่ จุดตรวจค้นที่ 3 พบแรงงานต่างด้าวทำงานผิดประเภท และสืบสวนขยายผลพบผู้เกี่ยวข้องซึ่งเข้าข่ายถูกดำเนินคดีเพิ่มอีก 3 ราย ขณะที่ จุดตรวจค้นที่ 4 ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย (T.A. Lawfirm) พบพนักงานฝ่ายบัญชีและกฎหมายรวม 21 คน กำลังปฏิบัติงาน จึงได้ตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมสอบปากคำขยายผลพยาน และ จุดตรวจค้นที่ 5 สามารถจับกุมตัวการสำคัญคือ Mr.Hao พร้อมตรวจยึดเอกสารสัญญานอมินีซื้อขายที่ดิน และคีย์การ์ดคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล นำตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
 สอบถามคำให้การเบื้องต้น ในส่วนคดีนอมินีและการถือครองกรรมสิทธิ์แทนคนต่างด้าว Mr. Hao  (ผู้ต้องหาหลัก) ให้การยอมรับสารภาพในข้อเท็จจริงว่า ตนเองเป็นผู้ลงทุนตั้งบริษัทผ่านสำนักงานกฎหมาย T.A. Lawfirm จริง โดยใช้ชื่อ น.ส.ปิยนุช (สงวนนามสกุล) และนางสาคร (สงวนนามสกุล) เป็นนอมินีถือหุ้นแทนเนื่องจากความไว้วางใจ เพื่อออกเงินซื้อบ้านหรูให้แก่กลุ่มเพื่อนชาวจีน โดยตนเองจะได้รับค่านายหน้าจากการขายบ้านประมาณ 1.5–2.5% สำหรับข้อหาตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวฯ ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นจับกุม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา สว.กก.4 บก.ปอศ. หมายเลขโทรศัพท์ 082-4818813
ตำรวจสอบสวนกลางขอเตือนภัยถึงพี่น้องประชาชนว่า การยินยอมให้นำชื่อไปใช้เป็น "นอมินี" หรือตัวแทนอำพรางเพื่อถือหุ้นหรือครอบครองอสังหาริมทรัพย์แทนคนต่างชาติ ถือเป็นความผิดกฎหมายร้ายแรงตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 - 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาตัดวงจรเศรษฐกิจ แย่งอาชีพคนไทย ซึ่งทาง บช.ก. จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเด็ดขาดต่อไป
"การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชน
ให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น"



You May Also Like