กสม. มีหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการยุบเลิกธนาคารที่ดินและปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรยากไร้
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4 แห่งในจังหวัดจันทบุรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่าได้รับผลกระทบจากมติคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ที่ให้ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. และโดยที่ กสม. เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน จึงได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยรับฟังข้อเท็จจริงและความเห็นจากหน่วยงาน ตลอดจนนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน สรุปได้ดังนี้
ประเทศไทยประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรผู้ยากไร้จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้อย่างมั่นคง รัฐบาลจึงจัดตั้ง บจธ. ขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 โดยวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน สนับสนุนเกษตรกรผู้ยากไร้ให้เข้าถึงที่ดินทำกิน และส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบกลุ่มหรือชุมชน โดยกำหนดให้ บจธ. เป็นองค์การมหาชนที่มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน โดยระหว่างปี 2559 – 2568 บจธ. ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรยากไร้จำนวนมากผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน โครงการป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน โครงการตลาดกลางที่ดิน และโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการดำรงชีพ ลดภาระหนี้สิน และรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก อย่างไรก็ตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ บจธ. ยุบเลิกเมื่อพ้นวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่จะถึงนี้ โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กพม. มีมติให้ บจธ. ยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณ
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่าการยุติการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของ บจธ. ส่งผลให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจำนวนมากต้องหยุดชะงักลง ทั้งการจัดซื้อที่ดิน การพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ชุมชน การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีภาระหนี้สิน เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมีความเสี่ยงในการถูกยึดหรือสูญเสียที่ดิน ถูกฟ้องขับไล่ สูญเสียโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน และสูญเสียอาชีพ ตลอดจนได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของครอบครัว หากไม่มีมาตรการรองรับหรือกลไกทดแทนที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินของประเทศเกิดภาวะชะงักงัน และก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อเกษตรกรผู้ยากไร้ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง
การดำเนินการของ บจธ. จึงไม่ควรคำนึงถึงเพียงการประเมินความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิทธิในมาตรฐานการครองชีพ สิทธิในที่ดิน และสิทธิชุมชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 72 และมาตรา 73 ที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการกระจายการถือครองที่ดินและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) รวมถึงปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกร (UNDROP) ยืนยันว่า การเข้าถึงที่ดินเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
กสม. เห็นว่า การยุบเลิก บจธ. ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาการจัดการที่ดินของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยกลไกการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อีกทั้งสำนักงบประมาณเห็นว่า บจธ. มีความคุ้มค่าทั้งด้านความสอดคล้องและความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบ และความยั่งยืน โดย บจธ. สามารถจัดซื้อที่ดินได้ต่ำกว่าราคาประเมินและสร้างรายได้เฉลี่ยให้ครัวเรือนประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ภารกิจของ บจธ. ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นโดยตรง หากโอนถ่ายภารกิจไปหลายหน่วยงานอาจทำให้ประสิทธิภาพ บจธ. ลดลง และกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณ
ด้วยเหตุนี้ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ที่ สม 0502/28 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาทบทวนการยุบเลิก บจธ. และปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิในที่ดินของประเทศ โดยพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯ โดยไม่กำหนดระยะเวลายุบเลิก บจธ. พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงรูปแบบและภารกิจของ บจธ. ให้เป็นกลไกของรัฐเชิงธุรกิจควบคู่กับการบริการสังคมด้านการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายการถือครองที่ดินเพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรผู้ยากไร้อย่างครบวงจร ทั้งนี้ กสม. ได้หารือแลกเปลี่ยนในเบื้องต้นกับรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในบริบทของ บจธ. ด้วยแล้ว



