บทเรียนราคาแพง! จาก “กัญชาพารวย” สู่ “ควบคุมเข้ม” เมื่อนโยบายรัฐกลับไปกลับมา แล้วใครรับผิดชอบชีวิตประชาชน?
นโยบายของรัฐบาลไม่ใช่แค่คำพูดบนเวทีหาเสียง เพราะทุกครั้งที่รัฐบอกว่า “ทำได้” ประชาชนจำนวนมากเอาทั้งชีวิต เงินเก็บ และอนาคตไปวางเดิมพัน
ภาพที่ชัดที่สุดคือกรณี “กัญชา”
ย้อนไปเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชูธงกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจเต็มตัว ประกาศให้ปลูกได้บ้านละ 6 ต้น สร้างรายได้ ประเมินมูลค่าสูงถึง 4.2 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี ย้ำว่ากัญชาต้องไม่ตกอยู่ในมือนายทุน แต่ต้องเป็นโอกาสของชาวบ้านและวิสาหกิจชุมชน จนมีคลิปหาเสียงที่ถูกพูดถึงอย่างมากในคำว่า “กัญชาพารวย”
สัญญาณจากฝ่ายการเมืองในวันนั้น ทำให้ประชาชนเชื่อและเดินตาม เกษตรกรลงทุนสร้างโรงเรือน ติดระบบไฟ ระบบน้ำ ระบบควบคุมอุณหภูมิ ผู้ประกอบการทุ่มเงินเช่าตึก ตกแต่งร้าน เปิดคาเฟ่กัญชา ซื้อของสต๊อก จ้างพนักงาน บางคนใช้เงินเก็บทั้งชีวิต บางคนกู้หนี้ยืมสินมา วางแผนคืนทุนเป็นปีๆ
แต่วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีกลับเห็นชอบร่างกฎหมายควบคุมกัญชาฉบับใหม่ ดึงกัญชากลับสู่กรอบ “ทางการแพทย์” อย่างเต็มรูปแบบ ร้านกัญชาเดิมราว 12,000 แห่งทั่วประเทศ ที่ใบอนุญาตจะทยอยหมดอายุระหว่างปี 2569-2571 หากจะไปต่อ ต้องปรับเป็นสถานประกอบการทางการแพทย์ มีแพทย์ควบคุม มีใบสั่งจ่ายตามเงื่อนไขใหม่ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขประเมินเองว่าอาจเหลือเพียงหลักพันแห่ง
คำถามคือ การควบคุมที่เข้มขึ้นอาจมีเหตุผลด้านสาธารณสุข แต่แล้วโรงเรือนที่สร้างไปแล้ว ร้านที่ตกแต่งไปแล้ว ค่าเช่าที่ยังต้องจ่าย หนี้ธนาคารที่ยังต้องผ่อน ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?
ปรากฏการณ์ “วันนี้เปิด พรุ่งนี้ปิด” ไม่ได้เกิดแค่กับกัญชา
ย้อนไปปี 2552 สมัยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งเพิ่มใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืน จาก 335 ใบ เป็น 485 ใบ และขยับไปถึง 502 ใบ พร้อมการขยายตัวของโครงการปืนสวัสดิการ
แต่พอถึงเดือนสิงหาคม 2569 รัฐบาลนายอนุทินกลับเดินหน้าเข้มงวดเรื่องปืนทันที ทั้งระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ ระงับการออกใบ ป.3 ชั่วคราว และเสนอให้ใบ ป.4 ต้องต่ออายุทุก 3 ปี พร้อมเพิ่มระบบตรวจสอบการซื้อขายกระสุน
แน่นอนว่ารัฐมีสิทธิเปลี่ยนนโยบายเมื่อเห็นปัญหา แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ทุกนโยบายที่รัฐเป็นคนเปิดประตูให้ประชาชนเดินเข้าไป วันหนึ่งเมื่อรัฐปิดประตู คนที่ติดอยู่ข้างในต้องหาทางออกกันเอง
สำหรับนักการเมือง การเปลี่ยนนโยบายใช้เวลาแค่การประชุมครั้งเดียว แต่สำหรับประชาชน เงินก้อนนั้นอาจเป็นเงินเก็บ 10 ปี ที่ไม่มีวันได้คืนพร้อมคำแถลง
หัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ใช่คำถามว่ากัญชาควรเสรีหรือไม่ หรือปืนควรเข้มหรือไม่ แต่คือความรับผิดชอบของรัฐต่อผลกระทบจากนโยบายของตัวเอง ร้านกัญชาไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า แต่เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐส่งเสริมและบอกว่าเป็นโอกาส วันนี้เมื่อทิศทางเปลี่ยน รัฐจะเยียวยาและหาทางออกให้ผู้ที่สุจริตและลงทุนไปแล้วอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องรับความเสียหายไปเพียงฝ่ายเดียวว่า “รับไปเอง”
#กัญชา #นโยบายกัญชา #อนุทินชาญวีรกูล #ภูมิใจไทย #พืชเศรษฐกิจ #ร้านกัญชา #นโยบายกลับไปกลับมา #ปืนสวัสดิการ #บทเรียนราคาแพง
เรียบเรียงโดย ปลายปากกาหนุมาน
