”พี่ศรี“สวนสุริยะค้านรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า EV 500 คัน
วันที่ 12 ต.ค.69 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า วันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตาม พรก.เงินกู้ 4 แสนล้าน เพื่อขอให้ยับยั้งโครงการรถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า EV 500 คัน มูลค่า 8,000 ล้านบาทของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ค้านข้ออ้างช่วยชาวนาเกี่ยวข้าวฟรี ทว่าอาจเข้าข่ายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไม่คุ้มค่า อาจสร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรไทยไม่หมดไม่สิ้นได้
ทั้งนี้สืบเนื่องจากการที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาเปิดเผยแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยเตรียมเสนอขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากรัฐบาลวงเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับจัดหารถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) 500 คัน เพื่อให้บริการเกษตรกร โดยอ้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลเป็นพลังงานโซล่าเชลล์ มีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวข้าว ที่มีค่าเกี่ยวข้าวพุ่งเกือบ 500 บาทต่อไร่ในขณะนี้
โครงการดังกล่าวฟังดูเผินๆเหมือนเจตนาดี แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปดูเนื้อแท้จะพบความผิดปกติหลายประการ อาจสร้างความเสียหายให้แก่ชาวนาไทยได้ ซ้ำรอยเครื่องทำปุ๋ยชุมชน โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ตาม อบต. ต่างๆ ที่ซื้อมาตั้งโชว์วันเปิดป้าย ถ่ายรูปตัดริบบิ้นลงหน้าหนึ่ง พอผ่านไปปีสองปี แบตเตอรี่เสื่อม แผงโซลาร์เสื่อมแตกร้าว ช่างซ่อมไม่มี งบซ่อมไม่มา กลายสภาพเป็นอนุสาวรีย์เศษเหล็กขึ้นสนิมคาทุ่งนาได้ในที่สุด
การจะนำงบเงินกู้แสนล้านมาถลุงซื้อ “รถเกี่ยวข้าวไฟฟ้า EV 500 คัน” อ้างลดต้นทุนค่าน้ำมันให้ชาวนาจากไร่ละ 500 เหลือศูนย์บาทนั้น อย่าเอาตรรกะความคิดในห้องแอร์มาคิดงานกลางแดด เพราะรถเกี่ยวข้าวมันทำงานลุยน้ำ ลุบโคลน ลุยฝุ่น แช่น้ำ ทั่วประเทศมีนาข้าว 70.4 ล้านไร่ มีรถเกี่ยวไฟฟ้า 500 คันหนึ่ง ๆ จะเกี่ยวได้กี่ไร่ต่อวัน แล้วจะเกี่ยวหมดทั้งประเทศได้ปีไหน จุดชาร์จไฟจะทำที่ไหน งานซ่อมบำรุงใครจะเชี่ยวชาญทำได้ หรือสุดท้ายก็กลายเป็นเศษเหล็กจอดทิ้งคาทุ่งนา ไร้คนรับผิดชอบ
ที่สำคัญรถเกี่ยวข้าวใช้น้ำมันมือหนึ่งที่มีขายทั่วไปขณะนี้คันละประมาณ 1 – 1.850 ล้านบาทเท่านั้น แต่รถเกี่ยวข้าว EV กลับตกคันละ 16 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่โดยทั่วไปรถไฟฟ้าต้องถูกกว่ารถน้ำมัน ตรรกะเพียงแค่นี้ เด็ก ๆ ทั่วไปก็รู้โดยทันทีว่า จะมีเงินทอนตกมาถึงมือใครหรือไม่ อย่างไร แต่เชื่อเถอะจะมีข้ออ้างสารพัดมาแก้ต่างมากมาย เช่น รวมค่าซ่อมบำรุง อยู่ในบัญชีนวัตกรรม ไม่มีราคากลาง ฯลฯ
การช่วยชาวนาลดต้นทุน มันต้องแก้ที่ราคาปุ๋ย ราคายา พยุงราคาข้าว และจัดการระบบน้ำ ไม่ใช่มาช่วยด้วยการของบกู้ไปช้อปปิ้งของเล่นไฮเทคที่ดันราคาแพงระยับมาทิ้งขว้าง โครงการรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน สุดท้ายเป็นแค่แผนงานใช้งบซื้อเศษเหล็กมาจอดรอวันพังในอนาคตหรือไม่ แต่ทว่าคนขายรถฟันกำไรเนาะๆ ข้าราชการ-นักการเมืองได้หน้าตัดริบบิ้นกระเป๋าตุง แต่ชาวนาตาดำๆ ก็ยังต้องก้มหน้าแบกหนี้สินเหมือนเดิม กลางทุ่งนาไม่มีปลั๊กไฟให้ชาร์จ ลุยโคลนระบบไฟช็อต แบตฯ พังช่างซ่อมไม่เป็น สุดท้ายก็จอดสนิมเขรอะ ซ้ำรอยเครื่องทำปุ๋ย ถลุงงบสร้างภาพแต่ชาวนาแบกหนี้เหมือนเดิม
เรื่องนี้ถ้าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้/คณะกรรรมการพิจารณาเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานร่วมกับเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ถ้าไม่ยับยังแต่ผ่านงบไปให้อย่างง่าย ๆ องค์กรรักชาติฯคงต้องนำความไปลุยร้อง ป.ป.ช. หรือฟ้องศาลปกครองหรือศาลทุจริตต่อไป


