’สนธิญา‘ยื่นหนังสือไทยพีบีเอส จี้ แจง 5 ปมร้อน ปมค่าตัวพิธีกรรายการดัง-จี้ผู้บริหารรับผิดชอบปมถูกพาดพิง น้อยใจไม่มีนักข่าวมาทำข่าวเลย !
เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 69 ที่ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีฯ นายสนธิญา สวัสดี ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียน เพื่อขอให้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญรวม 5 ข้อ เกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณและการดำเนินรายการของสถานีฯ โดยมีเลขานุการของรองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร เป็นตัวแทนลงมารับเรื่องดังกล่าว
สำหรับประเด็นข้อซักถามทั้ง 5 ข้อ ประกอบด้วย
1.แหล่งงบประมาณขอทราบว่านอกจากเงินภาษีบาปจากรัฐบาลแล้ว ไทยพีบีเอสซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ไม่สังกัดกระทรวง ทบวง กรม มีการรับเงินส่วนอื่นของรัฐมาใช้ในการบริหารจัดการอีกหรือไม่
2.ค่าจ้างวิทยากรและผู้ดำเนินรายการ กรณีการเชิญวิทยากรหรือผู้ดำเนินรายการภายนอกมาจัดรายการ เช่น รายการ “คุยให้คิด” ที่มี นายวีระ ธีรภัทร, นายสุทธิชัย หยุ่น และผู้ร่วมรายการอีก 1 คน มีการจ่ายค่าตัวต่อคนต่อตอนเป็นจำนวนเงินเท่าใด (ตามที่มีกระแสข่าวระบุว่าจ่ายตอนละ 40,000 บาทต่อคน หรือรวมมูลค่าราว 190,000 บาทต่อปี และทางสถานีจ่ายให้รายการนี้ไปแล้วรวม 29 ล้านบาท) จริงหรือไม่
3.กรณีถูกพาดพิงในรายการ กรณีการจัดรายการเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 69 ที่มีการกล่าวถึงนายสนธิญา สวัสดี เกี่ยวกับการประชุมที่รัฐสภาเรื่อง Thai Passport ซึ่งนายสนธิญาชี้ว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ส่งผลให้ได้รับความเสียหาย โดยระบุว่าได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อตำรวจ ปอท. และอยู่ระหว่างกระบวนการส่งสำนวนให้อัยการสั่งคดี
4.ความรับผิดชอบของผู้บริหาร สอบถามแนว ทางการแสดงความรับผิดชอบของผู้บริหารไทยพีบีเอส กรณีปล่อยให้วิทยากรหรือผู้ดำเนินรายการนำข้อมูลอันอาจไม่ถูกต้องมาเผยแพร่จนสร้างความเสียหายในวงกว้าง ขาดซึ่งความรับผิดชอบและจริยธรรมของนักจัดรายการ
5.การดำเนินการทางกฎหมาย หากผู้บริหารไม่ดำเนินการใดๆ ผู้ร้องเตรียมใช้สิทธิ์แจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากไทยพีบีเอสใช้งบประมาณแผ่นดินและเป็นหน่วยงานรัฐที่ต้องรับผิดชอบต่อการอนุมัติและการดำเนินรายการ
ทั้งนี้นายสนธิญา บ่นน้อยใจว่า ตนเดินทางมายื่นหนังสือตรวจสอบความโปร่งใสในครั้งนี้ กลับไม่มีผู้สื่อข่าวใดมาทำข่าวเลย แม้แต่นักข่าวของไทยพีบีเอสเองก็ไม่ลงมาทำข่าวเพื่อนำเสนอข้อมูลหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ทั้งที่สถานีฯ ดำเนินการโดยใช้งบประมาณจากรัฐและประชาชนย่อมมีสิทธิตาม พ.ร.บ.องค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทุกด้านอย่างโปร่งใส
