“ทนายไข่มุก” โต้ “เบ็น ฅนขลัง-ณัฐผี” ปัดข่มขู่คุกคาม ยันไม่เคยติดตามถ่ายภาพใคร แจงปมขัดแย้งจัดงานบุญ พร้อมตั้งข้อสงสัยเงินบริจาค-ค่าใช้จ่ายวัด ขณะเผย “ต้า เฟดเฟ่” พบเงินหายอีกครั้ง เสียหายเบื้องต้นหลักแสนบาท มีหลักฐานแล้ว แต่ไม่ขอเปิดชื่อผู้เกี่ยวข้อง

“ทนายไข่มุก” โต้ “เบ็น ฅนขลัง-ณัฐผี” ปัดข่มขู่คุกคาม ยันไม่เคยติดตามถ่ายภาพใคร แจงปมขัดแย้งจัดงานบุญ พร้อมตั้งข้อสงสัยเงินบริจาค-ค่าใช้จ่ายวัด ขณะเผย “ต้า เฟดเฟ่” พบเงินหายอีกครั้ง เสียหายเบื้องต้นหลักแสนบาท มีหลักฐานแล้ว แต่ไม่ขอเปิดชื่อผู้เกี่ยวข้อง

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 4 พ.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) น.ส.อรนุชญา รุ่งเรืองนพรัตน์ หรือ “ทนายไข่มุก” ให้สัมภาษณ์กรณีนายไตรพล นาคสมบูรณ์ หรือ “เบ็น ฅนขลัง คลังวิชา” นักเขียนสายพระ พร้อมด้วยนายณัฐผี ยูทูบเบอร์ช่อง “ณัฐผี Official” และกลุ่มผู้สนับสนุนจำนวนหลายร้อยคน เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ หลังกล่าวอ้างว่าถูกทนายความหญิงซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังและชายคนสนิทข่มขู่ คุกคาม และติดตามถ่ายภาพ ภายหลังเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา

น.ส.อรนุชญา กล่าวว่า จากกรณีที่มีการนำภาพและข้อความไปเผยแพร่ผ่านสื่อ พร้อมติดแฮชแท็กทนายไข่มุกและอินฟลูเอนเซอร์นั้น ตนเห็นข่าวดังกล่าวแล้ว มีการนำภาพจากเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนไปเผยแพร่ ซึ่งเฟซบุ๊กที่ตนใช้อยู่มีทั้งบัญชีส่วนตัวชื่อ “Kai Jamjerd” ซึ่งเป็นชื่อเดิม และเพจส่วนตัว

ทั้งนี้ ขอชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นในลักษณะเล่าเป็นนิทานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้มูลค่าของบางอย่างลดลง โดยประเมินความเสียหายไว้ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันล้านบาท เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวดำเนินกิจกรรมมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี และมีฐานผู้ติดตามที่เข้มแข็งจากการดูแลแฟนคลับมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการวางแผนจัดงานในระยะยาวอีกประมาณ 10-20 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดปัญหา แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่ตนเข้ามาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของวัด จึงมีหน้าที่เข้าไปดูแลและตรวจสอบการดำเนินงาน

น.ส.อรนุชญา กล่าวต่อว่า หลังจากเข้าไปทำหน้าที่ ได้ตรวจพบข้อสงสัยบางอย่างที่เห็นว่าอาจไม่ถูกต้อง เช่น กรณีบุคคลมีชื่อเสียงเข้าไปถ่ายทำรายการภายในพื้นที่วัด มีการขออนุญาตอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้มีการแจ้งเตือนผ่านทนายอาร์ม ให้ทราบว่าประเด็นดังกล่าวยังเป็นปัญหา และการถ่ายทำรายการไม่สามารถดำเนินการบนพื้นที่โบราณสถานได้ จึงมีการขอยุติคลิปวิดีโอดังกล่าว ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมรับว่าการดำเนินการเช่นนั้นไม่สามารถทำได้
ส่วนเรื่องหลักฐานต่าง ๆ นั้น ตนมีทั้งคลิปเสียงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยนำออกมาเผยแพร่ เพราะเห็นว่าเมื่ออีกฝ่ายทำไม่ถูกต้องก็ควรยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กล่าวหาว่าตนสร้างบัญชีเฟซบุ๊กอวตารเพื่อปิดหูปิดตาคนในกลุ่ม หรือทำให้ผู้ติดตามเข้าใจผิด

น.ส.อรนุชญา ยังกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความศรัทธาของกลุ่มผู้สนับสนุนว่า ตนไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่าผู้ที่บริสุทธิ์หรือผู้ที่ชื่นชอบบุคคลดังกล่าวเป็นคนงมงาย แต่ต้องการให้ทุกคนใช้สติในการพิจารณาข้อมูลและตรวจสอบประวัติให้รอบด้าน เพราะความเชื่อถือในตัวบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ โดยอยากให้ย้อนกลับไปตรวจสอบประวัติและคลิปต่าง ๆ ที่เคยมีการกล่าวถึงการรับรองพระบางรูป รวมถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างถึงพระอรหันต์หรือการรับรองสถานะของพระบางรูป ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบ

ส่วนกรณีที่มีผู้วิจารณ์ว่าตนพูดจารุนแรง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากภาพลักษณ์เดิมนั้น น.ส.อรนุชญา กล่าวว่า หากย้อนดูประวัติในเฟซบุ๊กย้อนหลังไปประมาณ 10 ปี จะเห็นว่าตนเป็นคนพูดจาชัดถ้อยชัดคำมาโดยตลอด ไม่ได้เพิ่งมีพฤติกรรมดังกล่าวในช่วงนี้ โดยการไปออกรายการในวันนั้นมีวัตถุประสงค์เพียงต้องการพูดคุยและหาทางไกล่เกลี่ยให้ได้เงินคืน ไม่ได้ต้องการให้เกิดคดีความ เพราะในฐานะทนายความก็ไม่ได้ต้องการให้เรื่องบานปลายจนต้องดำเนินคดี

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการรวมตัวของกลุ่มผู้สนับสนุน โดยกล่าวถึงการไลฟ์สดก่อนวันเดินทางมารวมตัว ซึ่งมีการประกาศแจกสิ่งของลักษณะเป็นผ้าหรือจีวร และในวันถัดมามีการนำสิ่งของดังกล่าวไปเปิดขายภายในกลุ่มในราคาประมาณ 1,500 บาท จากของที่ประกาศว่าแจกฟรี โดยมองว่าการนำสิ่งของมาแจกฟรีก่อนจะนำไปจำหน่ายในภายหลัง อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีผู้เดินทางมาร่วมกิจกรรมจำนวนหลายร้อยคน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้ดูถูกความศรัทธาของประชาชน แต่ต้องการให้ทุกคนพิจารณาข้อมูลอย่างมีสติ

น.ส.อรนุชญา กล่าวอีกว่า เรื่องที่ตนเข้าไปตรวจสอบไม่ได้มีเพียงประเด็นการจัดกิจกรรมเท่านั้น แต่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินและค่าใช้จ่ายในการจัดงาน โดยยกตัวอย่างลักษณะการจัดงานที่มีการระบุชื่อผู้ร่วมจัดงาน และตั้งข้อสังเกตว่ามีการนำเงินไปจ่ายให้กับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานหรือไม่ เช่น การจัดซื้อเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นเงิน 100,000 บาท หรือการซื้อครีมในวงเงิน 100,000 บาท ซึ่งตนเห็นว่าควรตรวจสอบความเหมาะสมของค่าใช้จ่ายเหล่านี้

ส่วนกรณีค่าใช้จ่ายในการจัดงานที่พระธาตุดอยตุง น.ส.อรนุชญา กล่าวว่า มีประเด็นเกี่ยวกับเงินรายได้จากการจัดงาน ซึ่งตนไม่มั่นใจตัวเลขที่แน่นอน โดยยกตัวอย่างว่า หากมีรายได้ประมาณ 4-5 ล้านบาท จะถูกหักออกไปประมาณ 2-3 ล้านบาทเป็นค่าจัดงานทั้งหมด ขณะที่ตนเองก็มีส่วนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วน โดยเป็นผู้ควักเงินส่วนตัวออกมาช่วย และไม่ได้เบิกเงินจากบัญชีที่ใช้ในการจัดงาน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ตนเห็นว่าสำคัญคือการจัดกิจกรรมบนพื้นที่พระธาตุดอยตุง ซึ่งอยู่ใกล้กับพระตำหนักและพื้นที่ชายแดน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่โบราณสถานที่ได้รับการอนุรักษ์ โดยมีการนำโดรนขึ้นบินเหนือพระธาตุและเจดีย์ดอยตุง จึงตั้งคำถามว่ามีการขออนุญาตก่อนดำเนินการหรือไม่ เพราะตนได้แจ้งเตือนแล้วว่าสิ่งที่ทำอาจไม่ถูกต้อง แต่กลับมีการนำข้อความบางส่วนที่ตนพูดไปเผยแพร่ในลักษณะกล่าวหาว่าข่มขู่และคุกคาม
ส่วนข้อกล่าวหาว่าตนหรือชายคนสนิทมีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม และติดตามถ่ายภาพนั้น น.ส.อรนุชญา ยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ไม่เคยติดตามถ่ายภาพใคร และไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงเป็นใคร แต่กลับมีการนำเรื่องมาเชื่อมโยงกับตน ทั้งยังกล่าวหาว่ามีชายคนสนิทเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตนไม่เข้าใจว่ามีที่มาอย่างไร พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการมีปัญหากับใคร แต่เมื่อมีการนำชื่อของตนไปกล่าวหา จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจง

น.ส.อรนุชญา กล่าวถึงสถานะของตนในฐานะที่ปรึกษาของวัดว่า ตนไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจรับรองบุคคลใดให้เป็นเจ้าของงานหรือผู้จัดกิจกรรมของวัด เนื่องจากวัดเปิดเป็นพื้นที่สาธารณะ ประชาชนสามารถเดินทางไปทำบุญได้ทุกวัน ส่วนการจัดงานในปีนี้เป็นปีแรกที่กลุ่มดังกล่าวขอเข้ามาจัดงานเพียงกลุ่มเดียว ขณะที่ปีก่อนไม่ได้มีการขอจัดงานในลักษณะดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างเรื่องการใช้จ่ายเงินว่า หากมีการโอนเงิน 500,000 บาทเข้าไปในองค์กรหรือหน่วยงานหนึ่ง แล้วมีการนำเงินไปจัดทำป้ายไวนิลที่มีภาพหรือลูกของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปติดตั้งบนลานพระธาตุ โดยเบิกค่าใช้จ่ายจากงบจัดงาน ก็เป็นเรื่องที่ควรตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และเงินที่นำมาใช้เป็นค่าออร์แกไนซ์นั้นแท้จริงแล้วใช้เพื่อจัดงานหรือเพื่อประชาสัมพันธ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งกันแน่

ส่วนกรณีที่มีผู้กล่าวหาว่าตนเกี่ยวข้องกับเงินทอนวัดนั้น น.ส.อรนุชญา ยืนยันว่าเส้นทางการเงินในบัญชีส่วนตัวของตนโปร่งใส ไม่มีบัญชีของวัดหรือเงินจากวัดโอนเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าการเบิกจ่ายเงินของวัดมีมหาวิทยาลัยราชภัฏและคณาจารย์เข้ามาช่วยตรวจสอบและพิจารณาการเบิกจ่ายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตนตัดสินใจเข้ามาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของวัด โดยไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป น.ส.อรนุชญา กล่าวว่า เบื้องต้นได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่แล้ว โดยได้รับทราบว่าประเด็นที่อีกฝ่ายเดินทางมาแจ้งความเป็นเรื่องการข่มขู่และคุกคาม จึงตั้งข้อสังเกตว่าคดีลักษณะดังกล่าวจะอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ พร้อมฝากให้สื่อมวลชนตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นตอของเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นเส้นทางการเงิน ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง

น.ส.อรนุชญา กล่าวด้วยว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของตนแล้ว ทั้งที่ไม่ได้ต้องการมีศัตรูกับใคร และไม่ได้ต้องการทะเลาะกับบุคคลใด แต่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมย้ำว่าความเชื่อและความศรัทธาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทุกคนควรใช้สติและตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและการจัดกิจกรรมที่มีเงินบริจาคจากประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงประเด็นการจัดสร้างวัตถุมงคล โดยระบุว่าเคยมีการกล่าวอ้างว่าพระเครื่องรุ่นหนึ่งจัดสร้างเพียง 332 องค์ แต่ล่าสุดกลับมีการโพสต์ภาพองค์ที่ 335 จึงตั้งคำถามว่ามีความหมายอย่างไร รวมถึงกรณีการจัดงานทอดกฐิน 5 วัดที่มีการระดมเงินอีกครั้ง โดยมองว่าควรตรวจสอบเส้นทางการเงินให้ชัดเจน พร้อมระบุว่าขณะนี้อีกฝ่ายกำลังจะจัดตั้งมูลนิธิ ซึ่งต้องรอติดตามรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าข้อมูลที่กล่าวมาบางส่วนเป็นการยกตัวอย่างในลักษณะนิทาน และต้องการให้สังคมพิจารณาว่ามีเหตุมีผลหรือไม่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายต้า เฟดเฟ่ โพสต์ข้อความในลักษณะระบุว่าถูกหักหลังอีกครั้ง น.ส.อรนุชญา กล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับนายต้าแล้ว โดยทราบว่าเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายพบว่าเงินหายไปอีกครั้ง แต่ไม่ได้เป็นการถูกหลอกให้ไปร่วมลงทุนหรือทำธุรกิจกับใครในช่วงที่ผ่านมา หากเป็นเรื่องของความไว้วางใจและการที่คนใกล้ชิดอาจรู้ข้อมูลหรือเข้าถึงบางอย่างได้ จนทำให้เกิดความเสียหาย

ทั้งนี้ นายต้าพบความผิดปกติของเงินเมื่อประมาณเดือนที่ผ่านมา และเพิ่งตรวจสอบตัวเลขความเสียหายเบื้องต้น พบว่าอยู่ในระดับหลักแสนบาท โดยเป็นรายได้จากบางส่วนที่เพิ่งตรวจพบว่ามีอยู่จริง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีบุคคลใดนำเงินออกจากบัญชีผู้ใช้หรือเป็นเพื่อนคนใหม่ที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ น.ส.อรนุชญา ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด โดยระบุว่าไม่ขอตอบในประเด็นดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้เกิดการพุ่งเป้าไปที่บุคคลใด แต่ยืนยันว่าเป็นบุคคลที่คนทั่วไปซึ่งติดตามข่าวน่าจะรู้จัก และมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว

ส่วนความคืบหน้าทางคดีของนายต้า น.ส.อรนุชญา กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนพยายามหยุดโพสต์พาดพิงถึงแต่ละฝ่ายแล้ว แต่ยังมีบางคนโพสต์ถึงตนอยู่ทุกวัน โดยย้ำว่าความคืบหน้าของคดีควรติดตามจากกระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย ไม่ใช่การรายงานผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมเปิดเผยว่ามีบางคดีที่คู่กรณีเป็นฝ่ายถอนเรื่องเองแล้ว ตนพยายามขอให้ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องช่วยหยุดการโพสต์พาดพิงหลายครั้ง เพราะยังต้องทำงานร่วมกันในสังคมและมีอีกหลายคดีที่ต้องเกี่ยวข้องกัน เช่น คดีของนายณัฐผี ซึ่งก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเป็นผู้ส่งหนังสือแจ้งเตือนและเข้ามาพูดคุยกับตน รวมถึงเป็นผู้เขียนข้อความว่าจะลบคลิปและไม่นำวิดีโอดังกล่าวมาเผยแพร่ แต่ภายหลังกลับไปรวมกลุ่มกันจนทำให้ตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น โดยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้ง และต้องการให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป.




You May Also Like