เปิดปมร้อน กกต. มติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจตัวเอง ปมศาลฎีการับคำร้องคดีเลือก สว. ได้หรือไม่

เปิดปมร้อน กกต. มติ 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจตัวเอง ปมศาลฎีการับคำร้องคดีเลือก สว. ได้หรือไม่

มีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาต่อเนื่อง จากกรณีการตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ที่ก่อนหน้านี้สังคมตั้งคำถามถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ล่าสุด มีรายงานว่า กกต. ภายใต้การนำของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ในฐานะประธาน กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ กกต. และประเด็นสำคัญคือการที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของกลุ่มผู้สมัครและ สว.สำรอง ไว้พิจารณา สามารถกระทำได้หรือไม่

โดยสรุปข้อโต้แย้งของฝ่าย กกต. ตามที่มีรายงานคือ เห็นว่าคำวินิจฉัยบางประเภทของ กกต. ในกระบวนการเลือก สว. ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย จึงไม่ควรถูกนำกลับไปทบทวนหรือตรวจสอบซ้ำโดยศาลฎีกา พร้อมทั้งมีการยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตมาประกอบการพิจารณา

ที่มาของคดีนี้ เกิดจากกลุ่มผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. ซึ่งรวมถึงกลุ่ม สว.สำรอง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้เกี่ยวข้อง และขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ในบางกรณี โดยศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา จำนวน 3 คดี ซึ่งรวมถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องคุณสมบัติการสมัครในกลุ่มอาชีพ เช่น กรณีการประกอบอาชีพที่อาจไม่ตรงกับกลุ่มที่สมัคร

ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดความเห็นทางกฎหมายที่หลากหลาย

ด้าน นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความเห็นว่า ต้องแยกพิจารณาอำนาจของ กกต. กับอำนาจของศาลฎีกาออกจากกัน การที่ กกต. มีอำนาจวินิจฉัย ไม่ได้หมายความว่าคำวินิจฉัยทุกเรื่องจะอยู่เหนือการตรวจสอบขององค์กรตุลาการ และเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ควรรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาตามมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) เนื่องจากอาจเป็นการทำหน้าที่เสมือนเป็นศาลเหนือศาล

สอดคล้องกับความเห็นของ ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาต่างมีความเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีศาลใดอยู่ใต้บังคับบัญชาของอีกศาลหนึ่ง และมาตรา 210 (2) ไม่ได้เปิดช่องให้องค์กรอิสระยื่นตรงเพื่อขอให้ตรวจสอบอำนาจของศาลฎีกา หาก กกต. เห็นว่าการรับคำร้องไม่ถูกต้อง ควรใช้ช่องทางยื่นคำคัดค้านในคดีที่ศาลฎีกากำลังพิจารณา เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาส่งประเด็นต่อไปตามกฎหมาย

ขณะที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส. ให้ความเห็นในเชิงตั้งข้อสังเกตว่า หากต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กกต. ใช้อำนาจไม่ชอบ อาจนำไปสู่ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ และกำลังรอติดตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ด้าน รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน นักวิชาการด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตในเชิงหลักการว่า โดยทั่วไปการใช้อำนาจขององค์กรรัฐควรสามารถถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุล

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมาย ทั้งอำนาจของ กกต. ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และอำนาจของศาลฎีกาในการรับคำร้องไว้พิจารณา ต้องรอให้ศาลที่เกี่ยวข้องเป็นผู้วินิจฉัยตามกระบวนการต่อไป

กรณีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. ปี 2567 ซึ่ง กกต. มีหน้าที่ตรวจสอบและวินิจฉัยตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด การนำเสนอข่าวนี้เป็นการสรุปความเคลื่อนไหวและทัศนะทางกฎหมายจากหลายฝ่ายที่ปรากฏต่อสาธารณะ

ความเห็นทางกฎหมายของบุคคลต่างๆ ที่กล่าวถึง เป็นความเห็นส่วนบุคคล ไม่ผูกพันการวินิจฉัยของศาล ทั้ง กกต. ศาลฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญ ต่างเป็นองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การกล่าวถึงบุคคลหรือองค์กรในข่าวนี้ ไม่ได้เป็นการชี้ว่าผู้ใดกระทำความผิด

#กกต #ศาลฎีกา #ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกสว #สว67 #ตรวจสอบอำนาจ #ข่าวการเมือง



You May Also Like