“บิ๊กต่อ” สั่งเด้ง "พ.ต.ท." สารวัตรทางหลวง เซ่นปมจับปืน "ทหารพราน" ดราม่าสนั่นโซเชียล จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ จนนำไปสู่คำสั่งย้ายด่วน! ล่าสุด ผบช.ก. เซ็นคำสั่งเด้ง สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 2 (นครศรีธรรมราช) เข้ากรุช่วยราชการ บช.ก. มีผลทันที เพื่อเปิดทางตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ปมดราม่า "ค้นรถยึดปืนทหารพรานกลับบ้าน" ชนวนเหตุของคำสั่งย้ายด่วนในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (สทล.2 กก.7 บก.ทล.) ได้ทำการจับกุม อาสาสมัครทหารพราน รายหนึ่ง พร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 21.30 น. โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา "พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันควรจำเป็นอันเร่งด่วนหรือสมควรแก่พฤติการณ์" ภายหลังเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทางหลวงชุดดังกล่าว จนกลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก •ผบช.ก. เซ็นคำสั่งย้ายด่วน เปิดทางสอบข้อเท็จจริง ล่าสุด มีรายงานว่า พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้ลงนามในคำสั่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ 196/2569 เรื่อง ข้าราชการตำรวจช่วยราชการ สั่งการให้ พ.ต.ท.วิชัย โมฆรัตน์ สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ไปช่วยราชการที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปก.บช.ก.) โดยขาดจากต้นสังกัด มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป •ยันให้ความเป็นธรรม ยึดความโปร่งใส การออกคำสั่งย้ายในครั้งนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2566 วัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเกิดความเป็นธรรมสูงสุดแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ทางกองบังคับการตำรวจทางหลวงอยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบรายละเอียดอย่างละเอียดรอบคอบ ด้าน บก.ทล.(วันที่ 13 ก.ค. 2569)กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ได้ออกมาชี้แจงและสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ด่านตรวจทางหลวงในพื้นที่ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงตรัง-พัทลุง ปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์เก๋งของ อส.ทพ. รายหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางจากพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่ใน จ.นราธิวาส เพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่ จ.นครศรีธรรมราช จากการตรวจค้นภายในรถ เจ้าหน้าที่พบ อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 ม.ม. (ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะคนขับ) ซองกระสุน (แม็กกาซีน) จำนวน 3 ซอง เครื่องกระสุนปืน รวม 41 นัด จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวมีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้ครอบครองไม่มีใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ (ใบ ป.12) เจ้าหน้าที่จึงทำการควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขาชัยสน ดำเนินคดีในข้อหา "พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร" จนกลายเป็นประเด็นดราม่าว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุต่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือไม่ •บก.ทล. สั่งตั้งกรรมการสอบ-เร่งปรับแนวทางปฏิบัติ ภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทาง กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงระบุว่า ทางหน่วยงานตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของเรื่องนี้ที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคม จึงได้ดำเนินการดังนี้ 1.สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง มอบหมายให้ กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (กก.7 บก.ทล.) ตั้งกรรมการตรวจสอบรายละเอียดและข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน 2. ประสานงานหน่วยความมั่นคง สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งประสานและหารือร่วมกับหน่วยงานทหารและหน่วยความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจน สอดคล้องกับทั้งข้อกฎหมาย ภารกิจหน้าที่ และสภาพความเป็นจริงในการปฏิบัติงานในพื้นที่ภัยแทรกซ้อน บก.ทล. ย้ำ "การดำเนินการครั้งนี้เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงาน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชนต่อไป" ////////////



