เวลา 12.30 น.วันที่ 27 ต.ค.69 ที่ห้อง L201 ชั้น 10 อาคารพิทักษ์สันติ บช.ก. พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. / ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เป็นประธานในการแถลงข่าว
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)
แถลงผลการปฏิบัติ ทั้งหมด 2 เคส
- เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย” (บก.ปอศ.)
2.เปิดปฏิบัติการ “Operation Dark Empire” ทลายอาณาจักรฟาร์มบัญชีม้านิติบุคคลข้ามชาติ (บก.ป.)
ตร. สนธิกำลัง ปปง.-ก.ล.ต. เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ซุกเงินผ่านธนาคาร-กองทุนต่างประเทศ ก่อนแปลงสภาพเป็นหุ้นใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงาน ปปง., สำนักงาน ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ เปิดปฏิบัติการขยายผลทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ ในปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาฬ ฟอกเงินข้ามชาติ ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
•พฤติการณ์และการสืบสวนสอบสวน
คดีนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายของ นายเบน และ นายยิม สัญชาติกัมพูชา ซึ่งนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดส่งผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น ก่อนย้อนกลับเข้ามาในรูปแบบ “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จากการสืบสวนพบว่าขบวนการนี้มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนถึง 7 ราย ดังนี้
- นายเบน เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ
- นายยิม ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน
- นายยูจีน ผู้บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน
- นางสาวแคทรียา และ นางสาวสุภารัตน์ ถือผลประโยชน์แทน
- นายณัฐกร และ 6.นายไคปิง ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร
โดยกลุ่มผู้ต้องหาใช้รูปแบบการกระทำความผิดแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลาหลัก ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2568 ได้แก่ การใช้บัญชีส่วนตัวและนิติกบุคคลในครอบครัว, การเปลี่ยนวิธีโอนเงินตรงจากกัมพูชาเข้าบัญชีเครือข่ายในไทย, และการใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินเข้าบัญชีของกองทุน CAI สิงคโปร์ มูลค่ากว่าหลายหมื่นล้านบาท
•ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นและอายัดทรัพย์สิน
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้อนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมนำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่
-สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น
-เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้น 6 แฟ้ม และอุปกรณ์เก็บคริปโตชนิด Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน (Authenticator) รวม 3 เครื่อง
-โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน
ทั้งนี้ คณะกรรมการธุรกรรมได้มีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้ มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท พร้อมทั้งยึดอายัดเรือยอร์ช, รถยนต์, เงินฝาก และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งเพื่อดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายต่อไป
หมายเหตุ – ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด



