คอมมานโดบุกรวบ “หนุ่มภูเก็ต” คาสายใต้ใหม่ เปิดบัญชีม้าโยงแก๊งตุ๋นลงทุน สูญเงินล้าน พบประวัติแสบก่อเหตุซ้ำซาก
วันที่ 6 เมษายน 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) หรือ “คอมมานโด” แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายบัญชีม้าตัวสำคัญ หลังก่อเหตุหลอกลวงประชาชนร่วมลงทุนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สร้างความเสียหายรวมมูลค่านับล้านบาท
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ เข้าทำการลงพื้นที่สืบสวนติดตามบุคคลตามหมายจับ จนกระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ของวันที่ 6 เมษายน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการดักซุ่มบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน
จนกระทั่งพบบุคคลที่มีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี คือ นายฐิติกร แซ่แต่ อายุ 34 ปี ชาวจังหวัดภูเก็ต เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและเข้าทำการตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งนายฐิติกรยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน เจ้าหน้าที่จึงทำการควบคุมตัวเพื่อบันทึกการจับกุมและแจ้งสิทธิ์ตามกฎหมาย
จากการสืบสวนขยายผลพบว่า นายฐิติกรมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการมิจฉาชีพในลักษณะการเปิดบัญชีม้าเพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:
- ช่วงปี 2565: มิจฉาชีพใช้บัญชีไลน์อวตารในชื่อ “ผู้เชี่ยวชาญ กรรวี” ทักหาผู้เสียหายเพื่อชักชวนลงทุนในโปรเจกต์ที่อ้างว่าได้กำไรสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าไปอย่างต่อเนื่องตามคำโน้มน้าว รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1,025,678 บาท ก่อนจะถูกตัดการติดต่อในที่สุด
- ช่วงปี 2568: ผู้ต้องหารายเดิมยังคงเคลื่อนไหวในขบวนการต้มตุ๋น โดยเปลี่ยนช่องทางมาใช้แอปพลิเคชัน TikTok หลอกลวงเหยื่อรายใหม่ให้ทำภารกิจโอนเงินร่วมลงทุน โดยอ้างว่ายิ่งอัปเกรดเงินลงทุนสูงขึ้น จะยิ่งได้ผลตอบแทนมากขึ้น มีเหยื่อรายหนึ่งสูญเงินไปกว่า 75,000 บาท และเมื่อไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ มิจฉาชีพยังพยายามหว่านล้อมให้โอนเพิ่มเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมการถอนเงิน
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า บัญชีธนาคารที่มีชื่อนายฐิติกรเป็นเจ้าของ มีลักษณะการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ มีการฝากและถอนเงินหมุนเวียนหลายล้านบาท สอดคล้องกับพฤติการณ์การแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่านายฐิติกรอาจนำบัญชีไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นๆ อีกหลายคดี
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง” ก่อนจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ธัญบุรี เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายและขยายผลถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังต่อไป



