อี้ แทนคุณ พาผู้เสียหายร้อง ปอศ. ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก 2 เหยื่อสูญรวมกว่า 24 ล้าน พบมุ่งเป้าผู้สูงอายุ-บังคับให้เปิดเบอร์ลับแยกติดต่อ

อี้ แทนคุณ พาผู้เสียหายร้อง ปอศ. ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก 2 เหยื่อสูญรวมกว่า 24 ล้าน พบมุ่งเป้าผู้สูงอายุ-บังคับให้เปิดเบอร์ลับแยกติดต่อ

เวลา 10.00 น. วันที่ 18 พ.ค.69 ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง   อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ และทีมงานชมรมสันติประชาธรรม พาผู้เสียหาย เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกก.1  บก.ป.เพื่อร้องเรียนและแจ้งความดำเนินคดีหลังถูกมิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ หลอกลวงสูญเสียเงินสดและทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 24 ล้านบาท เผยพฤติกรรมสุดแสบ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและบังคับให้ซื้อโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องแยกไว้ติดต่อโดยเฉพาะเพื่อปิดบังญาติ

ผู้เสียหายรายแรก เปิดเผยข้อมูลผ่าน น.ส.เอ็ม บุตรสาว ระบุว่า เหยื่อคือ "แม่สมหญิง" อายุ 83 ปี เป็นข้าราชการเกษียณอายุ ได้ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์ติดต่อมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 โดยอ้างว่าแม่สมหญิง เป็นผู้โชคดีได้รับสิทธิ์ฝากกองทุนทองคำ จากนั้นใช้จิตวิทยาหว่านล้อมจนเหยื่อหลงเชื่อใจ มีการนัดพบเพื่อส่งมอบเงินสดหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ คนร้ายยังออกอุบายให้เหยื่อนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาค้ำประกันเพื่อแลกเป็นเงิน โดยอ้างว่าเมื่อกองทุนทองคำครบกำหนดจะได้ทรัพย์สินทั้งหมดคืน แม่สมหญิง จึงได้นำทรัพย์สินมีค่าในตู้เซฟทั้งหมด รวมถึงพระเครื่องที่เคยประกวดได้รางวัลประมาณ 80 องค์ โล่รางวัล และพระบูชาอีกประมาณ 10 องค์ ไปส่งมอบให้กับมือมิจฉาชีพ ซึ่งทรัพย์สินส่วนที่เป็นพระเครื่องและวัตถุมงคลนั้นมีมูลค่าทางจิตใจสูงและบางส่วนประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ยาก 

คาดว่ามูลค่าความเสียหายแม่สมหญิงไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท หรืออาจสูงถึงหลักสิบล้านบาทหากนับรวมมูลค่าซื้อขายในตลาดพระเครื่อง โดยมีหลักฐานสำคัญเป็นรูปถ่ายของพระและวัตถุมงคลต่างๆ

ความมาแตกเมื่อต้นปี 2569 เนื่องจากแม่สมหญิง ได้ไปขอยืมเงินจากญาติรวมประมาณ 400,000 บาท โดยแบ่งยืมเป็นงวดๆ จนญาติเกิดความสงสัยและนำเรื่องมาแจ้งให้ น.ส.เอ็ม บุตรสาวทราบ เมื่อสอบถามจึงพบความจริงว่าถูกหลอก 

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของคนร้ายในรายนี้คือ บังคับให้แม่สมหญิง ไปซื้อโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่งไว้เพื่อใช้ติดต่อกับกลุ่มมิจฉาชีพโดยเฉพาะ ทำให้คนในบ้านไม่เคยทราบเรื่อง และเมื่อแม่สมหญิง รู้ตัวว่าโดนหลอก กลับถูกคนร้ายล่อลวงให้นำโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวกลับไปคืน ทำให้หลักฐานในมือถือส่วนใหญ่สูญหายไป

ส่วนผู้เสียหายรายที่สอง เป็นคุณป้าสมสกุล อายุ 75 ปี ถูกมิจฉาชีพใช้อุบายเดิมๆ คือโทรศัพท์มาข่มขู่ว่ามีส่วนพัวพันกับคดีฟอกเงิน และสร้างความหวาดกลัวให้กับเหยื่อ ก่อนจะสั่งการให้ป้าสมสกุล ถอนเงินสดทั้งหมดที่มีในบัญชีออกมาเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ โดยอ้างว่าจะคืนให้ในภายหลัง

ด้วยความกลัว คุณป้าสมสกุล จึงหลงเชื่อและทยอยถอนเงินสดใส่ลังกระดาษ ครั้งละ 2 ล้านบาท เพื่อนำไปส่งมอบให้กับคนร้ายตามจุดนัดหมายต่างๆ ทยอยส่งมอบจนกระทั่งเงินหมดบัญชี รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 21,700,000 บาท 

ผู้เสียหายรายนี้ความแตกเนื่องจากคุณป้าสมสกุล พยายามไปขอยืมเงินสดจากญาติๆ ซึ่งผิดปกติวิสัยของผู้เสียหายที่ไม่เคยมีพฤติกรรมยืมเงินใครมาก่อน ญาติๆ จึงให้หลานเข้าไปตรวจสอบจนกระทั่งพบว่าโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง 

ทั้งนี้ ในรายป้าสมสกุล นี้ ญาติๆ สามารถตรวจยึดโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องที่คุณป้าสมสกุล ใช้ติดต่อกับคนร้ายไว้ได้ทัน ซึ่งภายในมีหลักฐานสำคัญเป็นประวัติการสนทนาและวิธีการที่คนร้ายใช้ล่อลวงอย่างครบถ้วน

หลังเกิดเหตุ ป้าสมสกุล รู้ว่าถูกมิจฉาชีพหลอก ไม่อยากพูดถึงนี้อีกและเครียดมากจนไม่สามารถมาได้ แต่ยินยอมให้หลักฐาน เอกสารและเรื่องราวมาบอกเล่าแทน ซึ่ง สน.ท้องที่เกิดเหตุ ที่ป้าสมสกุลแจ้งความไว้เมื่อ 26/1/69 สืบสวนเจอคนร้ายสวมหมวกกันน็อค ขับขี่ จยย.ทะเบียนปลอมเลยสืบต่อไม่ได้ ทางบ้านป้าสมสกุล อยากให้เป็นเคสตัวอย่าง เพราะมีการแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อสนิทใจ

อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ เปิดเผยว่า พฤติการณ์ของคนร้ายทั้งสองราย มีความคล้ายคลึงกันอย่างเห็นได้ชัด คือ 
1.มุ่งเป้าไปที่เหยื่อผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บ 
2.บังคับให้เหยื่อซื้อโทรศัพท์มือถือแยกอีกหนึ่งเครื่องเพื่อตัดขาดการรับรู้ของคนในครอบครัว 
3.ใช้วิธีการนัดเจอเพื่อส่งมอบเงินและทรัพย์สินกับมือ แทนการโอนผ่านระบบธนาคารแบบเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกอายัดบัญชีม้า

"ทั้งสองครอบครัวได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งสูญเสียทรัพย์สินที่เก็บออมมาตลอดชีวิต และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง มีอาการเครียดและกังวลเป็นอย่างมาก ทางชมรมสันติประชาธรรมจึงได้นำผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในวันนี้ และอยากขอความร่วมมือจากพี่ๆ สื่อมวลชนช่วยกันกระจายข่าวนี้ออกไป เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยให้ทุกครอบครัวช่วยกันสอดส่องดูแลผู้สูงอายุในบ้าน และเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพกลุ่มนี้ไปก่อเหตุกับเหยื่อรายอื่นได้อีก" ดร.แทนคุณ กล่าว

เบื้องต้น พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ได้รับเรื่องร้องเรียนพร้อมหลักฐานภาพถ่าย และโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายไว้ตรวจสอบ เพื่อประสานงานกับฝ่ายสืบสวนในการแกะรอยเส้นทาง และติดตามตัวกลุ่มมิจฉาชีพมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



You May Also Like