”พี่ศรีฯจี้อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เร่งรัดเก็บภาษีทักษิณจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

”พี่ศรีฯ“จี้อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่เร่งรัดเก็บภาษีทักษิณจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ

วันที่ 20 พ.ค.69 ที่กระทรวงการคลัง ถ.พระราม 6 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ เพื่อขอให้เร่งรัดดำเนินการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อเรียกเก็บภาษีรายได้บุคคลธรรมดาจากนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มให้แก่กรมสรรพากรกว่า 1.76 หมื่นล้านบาท กรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 19 พ.ค.69 เห็นชอบแต่งตั้ง นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) กรมสรรพากร ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร คนใหม่ แทน น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ไปแล้ว แต่ทว่าภารกิจที่สำคัญที่อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่จะต้องเข้ามาสานต่องานที่คงค้างอยู่จากการเรียกเก็บภาษี ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ ภงด.12-03025250-25600328-001-00005 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 ที่แจ้งให้ นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท ให้กับกรมสรรพากรการสืบทรัพย์บังคับคดี

ซึ่งหากนายทักษิณ ปฏิเสธไม่ยอมชำระ จะต้องเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมสรรพากรที่จะต้องเร่งดำเนินการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อไปดำเนินการสืบทรัพย์สินของนายทักษิณที่มี แล้วตีตรายึด อายัดมาดำเนินการขายทอดตลาด นำเงินมาให้กรมสรรพากรเพื่อคืนแผ่นดินต่อไป แต่หากมีการโยกย้ายถ่ายโอน ซ่อนเร้นทรัพย์สินออกไปเพื่อเลี่ยงการชำระหนี้ภาษี ก็ชอบที่จะแจ้งความดำเนินคดีเอากับผู้ที่ปกปิด หรือโยกย้ายถ่ายโอนหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินเหล่านั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของสื่อบางสำนักที่อ้างว่าจะสามารถเรียกเก็บเงินจากนายทักษิณได้เพียง 50 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับรายงานของ Forbes ปี 2026 ที่รายงานว่านายทักษิณมีทรัพย์สินอยู่ที่ประมาณ 1.6-2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 58,000-76,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีศักยภาพที่จะชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) ตามการประเมินของกรมสรรพากร และตามคำวินิจฉัยและคำพิพากษาของศาลฎีกาได้

การเรียกเก็บเงินหรือเรียกนายทักษิณให้มาชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 นั้นเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในการจัดการ “ภาษีอากรค้าง” โดยสามารถสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีได้ทันที โดยไม่ต้องฟ้องร้องต่อศาลอีก ซึ่งถือเป็นมาตรการขั้นเด็ดขาดในการเร่งรัดหนี้ภาษีอากร ดังนั้นองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินจึงต้องมาเร่งรัดให้อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่และ รมว.กระทรวงการคลัง เร่งดำเนินการยื่นบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเสียก่อนหมดอายุความ เพราะถ้าหากเพิกเฉยหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดินแล้วไซร้ ก็อาจถูกแจ้งความเอาผิดตาม ป.อ.มาตรา 157 และหรือถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดตาม พรป.ป.ป.ช.2561 จบชีวิตราชการแบบไม่สวยได้




You May Also Like