กสม. ตรวจสอบกรณีร้องเรียนกรมป่าไม้ไม่จัดสรรที่ป่าสงวนให้เกษตรกร จ.สุราษฎร์ธานี เข้าทำประโยชน์ พบอยู่ระหว่างดำเนินการ แนะกำหนดแนวเขตโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรรายหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่า ระหว่างปี 2528 – 2558 บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้รับสัญญาเช่าสัมปทานปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบ้านหมากและป่าปากพัง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 13,000 ไร่ ต่อมาเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่าสัมปทาน กรมป่าไม้ (ผู้ถูกร้อง) และหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจ ได้อนุญาตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 5 ตำบลไทรทอง เข้าเก็บหาของป่าในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี ส่งผลให้ไม่สามารถนำที่ดินมาจัดสรรให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินกว่า 200 ราย เข้าใช้ประโยชน์ จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชน โดยกำหนดหน้าที่ของรัฐในการจัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน และจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงตามคำร้องกรณีนี้ว่า เมื่อบริษัทเอกชนสิ้นสุดสัญญาเช่าสัมปทานการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบ้านหมากและป่าปากพัง ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ที่ดินส่วนแรก คือพื้นที่สำหรับนำมาจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชน โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติในท้องที่ตำบลไทรทอง ตำบลคลองน้อย และตำบลชัยบุรี เพื่อจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวมเนื้อที่ราว 6,300 ไร่ ซึ่งคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดิน (คทช.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้จัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชนผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว 2 ครั้ง 868 ราย และอยู่ระหว่างรอจัดสรรที่ดินทำกินเพิ่มเติมอีก 200 ราย
ที่ดินส่วนที่สอง คือพื้นที่สำหรับให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ เนื้อที่ราว 6,500 ไร่ ซึ่งเดิมบริษัทเอกชนได้ยื่นคำขออนุญาตเข้าเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามระเบียบของกรมป่าไม้และได้รับอนุญาตถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 เมื่อสิ้นสุดการอนุญาตบริษัทไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตต่อ ขณะที่กรมป่าไม้อยู่ระหว่างกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ คทช. สุราษฎร์ธานี และรวบรวมข้อมูลประชาชนที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายสำหรับจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนเพิ่มเติม จึงได้อนุญาตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 2 กลุ่ม เข้าเก็บหาผลปาล์มน้ำมันเป็นการชั่วคราวในลักษณะสัญญารายปี
ส่วนกรณีการขอให้กันพื้นที่ส่วนกลางไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชนนั้น แม้ยังไม่ได้กำหนดแนวเขตพื้นที่ชัดเจนตามที่ผู้ร้องเสนอ แต่กรมป่าไม้ก็ได้กันพื้นที่ดังกล่าวไว้แล้วในสัดส่วนร้อยละ 10 ของพื้นที่จัดสรร ทั้งนี้ เพื่อรองรับประโยชน์สาธารณะในอนาคต การดำเนินการของกรมป่าไม้ ผู้ถูกร้อง จึงถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะและแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล และสอดคล้องกับมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ดินทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมแล้ว ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า การที่ผู้ถูกร้องอนุญาตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเข้าเก็บหาของป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภายหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าสัมปทาน และไม่กันพื้นที่ที่ยังไม่จัดสรรไว้เป็นพื้นที่ส่วนกลางเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล และเพื่อคุ้มครองสิทธิในการดำรงชีพของประชาชนและสร้างความยั่งยืนในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จึงมีมติเห็นควรมีข้อเสนอแนะให้กรมป่าไม้ และ คทช. สุราษฎร์ธานี ร่วมกันกำหนดแนวเขตพื้นที่ส่วนกลางในพื้นที่หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 8 ให้ชัดเจน โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากป่า ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสิทธิชุมชน พร้อมกับมีกลไกกำกับดูแลและติดตามผล
นอกจากนี้ ให้ร่วมกันกำหนดรูปแบบและแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ที่ยังมิได้จัดสรร เนื้อที่ราว 6,500 ไร่ ซึ่งปัจจุบันอนุญาตให้ประชาชนวิสาหกิจชุมชน 2 กลุ่ม เข้าเก็บหาผลปาล์มน้ำมันเป็นการชั่วคราวให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐและความต้องการของชุมชน โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับให้เกิดประสิทธิภาพ
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
22 พฤษภาคม 2569



