บก.ปอท.ร่วมแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ เปิดปฏิบัติการ “Breaking Chain 2025” ทลายฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ย่านบางพลี จับชาวเกาหลีใต้ 12 คน ชาวจีน 1 คน พบอุปกรณ์ VoIP 51 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 20 เครื่อง พร้อมรายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้กว่า 1,000 ราย และเอกสารปลอมอ้างเป็นหนังสือราชการอัยการเกาหลีใต้
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 8 ก.ย. ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 อาคารประชาอารักษ์ (บก.ป.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ร่วมกับแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย แถลงผลการเปิดปฏิบัติการ “Breaking Chain 2025” ตรวจค้นจับกุมกลุ่มอาชญากรออนไลน์ชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่ลักลอบเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย โดยมี พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.เอกพล แสงอรุณ รอง ผกก.1 บก.ปอท. และ Mr.Dohan Kim ผู้แทนจากเกาหลีใต้ ร่วมแถลงข่าว
ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถตรวจค้นและจับกุมกลุ่มอาชญากรออนไลน์ชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่ลักลอบเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทยได้รวม 13 คน แบ่งเป็นชาวจีน 1 คน และชาวเกาหลีใต้อีก 12 คน พร้อมตรวจยึดของกลางจากบ้านพักย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นออฟฟิศและใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยภายในพบโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์โทรศัพท์ VoIP หรือการโทรผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวน 51 เครื่อง โทรศัพท์มือถืออีก 20 เครื่อง อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งบนหน้าจอยังคงแสดงบทพูดที่ใช้สำหรับหลอกลวงเหยื่อ นอกจากนี้ยังพบบทพูดที่จัดทำเป็นเอกสารกระดาษวางอยู่ตามโต๊ะคอมพิวเตอร์ พร้อมรายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้และหมายเลขโทรศัพท์รวมกว่า 1,000 รายชื่อ รวมถึงเอกสารปลอมที่แอบอ้างเป็นหนังสือราชการของอัยการเกาหลีใต้
จากการซักถามผู้ต้องหาที่จับกุมได้ในที่เกิดเหตุ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า บทพูดทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเป็นต้นแบบสำหรับใช้ในการสื่อสารเพื่อหลอกลวงเหยื่อผ่านทางออนไลน์ โดยกลุ่มดังกล่าวจะใช้การโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตไปหลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการอ้างตัวเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของเกาหลีใต้ ก่อนข่มขู่เหยื่อว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้
สำหรับรูปแบบการทำงานของขบวนการดังกล่าว จะเริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น. ตามเวลาไทย และหยุดทำงานในวันเสาร์และวันอาทิตย์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับเวลาราชการของประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้การอ้างตัวเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของเกาหลีใต้มีความแนบเนียนมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว และจะเปลี่ยนฐานปฏิบัติการทุก ๆ 2 เดือน เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบอนุญาตทำงานของผู้ต้องหาทั้งหมด เจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดลักลอบเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย และทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย
ทั้งนี้ ตำรวจยืนยันว่าผู้เสียหายของขบวนการดังกล่าวเป็นชาวเกาหลีใต้ทั้งหมด โดยในขณะนี้ยังไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับการหลอกลวงผู้เสียหายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะขยายผลเพิ่มเติมด้วยการตรวจสอบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตรวจยึดได้ ก่อนส่งข้อมูลให้ทางการเกาหลีใต้ เพื่อขยายผลจับกุมเครือข่ายที่อยู่ในประเทศเกาหลีใต้ต่อไป
ตำรวจเชื่อว่าขบวนการดังกล่าวน่าจะมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มาแล้ว โดยรวมปฏิบัติการครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวมทั้งสิ้น 41 คน และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านวอน.
//////



