“ทนายอั๋น บุรีรัมย์” บุกยื่นหนังสือถึงผู้กำกับการกองปราบปราม ขอทบทวนคำสั่งไม่รับพิจารณาคดี หลังแจ้งความเอาผิดเจ้าของซิมโทรศัพท์ที่ใช้กับอุปกรณ์ GPS ซึ่งพบในรถยนต์ อ้างถูกคุกคามถึงขั้นหมายปองเอาชีวิต ตั้งคำถามกองปราบฯ ยังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนหรือไม่ ลั่นหากไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมยื่นเรื่องต่อ ผบช.ก. ผบ.ตร. และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 ต.ค. ที่บริเวณหน้าแดนเนรมิตเก่า ข้างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ถนนพหลโยธิน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้กำกับการกองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ทบทวนคำสั่งของผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม กรณีไม่รับพิจารณาคดีที่ตนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของซิมโทรศัพท์ที่ใช้กับอุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง GPS ซึ่งตรวจพบในรถยนต์ของตนก่อนหน้านี้
ทนายอั๋นระบุว่า ก่อนหน้านี้ตนได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เชื่อว่ามีการติดตามและคุกคามความปลอดภัยของตน กระทั่งตรวจพบอุปกรณ์ GPS ในรถยนต์ จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้รับหนังสือแจ้งผลการดำเนินการ เลขที่ 0026.23/3957 ลงวันที่ 22 ตุลาคม โดยระบุว่าไม่รับคดีไว้ดำเนินการ เนื่องจากเห็นว่าคดีไม่มีความซับซ้อนยุ่งยาก จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้เป็นคดี
ทนายอั๋น เห็นว่า ผลการพิจารณาตามหนังสือดังกล่าวยังมีข้อคลาดเคลื่อนทั้งในด้านข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหลายประการ จึงเดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้กำกับการกองบังคับการปราบปราม เพื่อขอความเป็นธรรมและขอให้ทบทวนความเห็นดังกล่าว
ทนายอั๋นกล่าวว่า ตนเดินทางมายื่นหนังสือถึงผู้บังคับการกองปราบปราม หลังได้รับหนังสือแจ้งผลเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยย้ำว่าตนเข้าแจ้งความตั้งแต่วันที่ 16 และเคยเผชิญเหตุที่มองว่าเป็นการคุกคามร้ายแรงถึงขั้นหมายปองเอาชีวิต แต่กลับได้รับแจ้งว่ากองปราบปรามไม่รับพิจารณาคดี เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความซับซ้อนยุ่งยาก
“วันนี้มีหนังสือแจ้งจากกองปราบ บอกไม่รับทำคดีให้ผม ไม่รับพิจารณาคดีให้ผม ด้วยเหตุบอกว่ามันไม่มีข้อซับซ้อนยุ่งยาก แล้วตีไปไหนครับ ตีไปหาตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา อยู่ในพื้นที่ไหนช่วยไปรับให้เขาหน่อย ผมเพิ่งหนีเสือป่าจระเข้นะครับ แบบนี้ผมหนีร้อนมาเพิ่งเย็น” ทนายอั๋นกล่าว
ทนายอั๋นอธิบายว่า สาเหตุที่ตนเลือกนำเรื่องมายื่นต่อกองปราบปราม เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามที่ร้องขอ โดยระบุว่าตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตำรวจภูธรภาค 3 จึงเกิดคำถามถึงความเหมาะสมในการส่งเรื่องกลับไปยังหน่วยงานในพื้นที่เดิม ทั้งที่ตนต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน
ทนายอั๋นตั้งคำถามถึงบทบาทของกองบังคับการปราบปรามว่า ปัจจุบันกองปราบปรามมีหน้าที่อย่างไร และยังเป็นที่พึ่งของประชาชนในคดีที่มีความซับซ้อนหรือเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นได้หรือไม่ โดยมองว่าหน่วยงานดังกล่าวควรมีบทบาทในการตรวจสอบคดีที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง
“กองปราบเปลี่ยนไปแล้วหรือครับ กองปราบมีหน้าที่อะไร เขาตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลคดีพิเศษแบบนี้ คดีที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น คดีที่มีความยุ่งยากในเรื่องของเทคโนโลยีที่มีผู้ชำนาญเป็นกรณีพิเศษ” ทนายอั๋นกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการส่งเรื่องกลับไปยังหน่วยงานในพื้นที่อาจทำให้ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมตามที่ร้องขอ
ทนายอั๋นกล่าวต่อว่า หากผู้บังคับการกองปราบปรามมีความเห็นอย่างไร ตนจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป หากไม่รับดำเนินคดี จะนำเรื่องเสนอผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และหากผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางไม่เห็นชอบ ก็จะยื่นเรื่องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนพิจารณาดำเนินการต่อที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยยืนยันว่าตนเป็นผู้เสียหายโดยตรงและต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ทนายอั๋นยังตั้งข้อสังเกตถึงผู้ลงนามในหนังสือแจ้งผลการดำเนินการ โดยระบุว่าเป็นรองผู้กำกับการ และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการพิจารณาคดีที่ตนมองว่าเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิต พร้อมย้ำว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่คดีลักทรัพย์เล็กน้อย แต่เป็นเรื่องที่ตนเชื่อว่ามีการติดตามและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
ทนายอั๋นกล่าวว่า ตนต่อสู้ในประเด็นสำคัญหลายเรื่อง และตั้งคำถามว่าหากผู้เสียหายเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่มีชื่อเสียง จะได้รับการพิจารณาอย่างไร พร้อมตั้งข้อสงสัยว่ากองปราบปรามให้ความสำคัญกับคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์หรือคดีที่มีประเด็นทางการเมืองมากกว่าคดีที่ประชาชนร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่ โดยระบุว่าต้องการคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อกล่าวถึงที่มาของเหตุการณ์ ทนายอั๋นเล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนเดินทางไปจังหวัดอำนาจเจริญ และเมื่อออกจากสถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ พบประชาชนบางส่วนส่งเสียงโห่ไล่ พร้อมตะโกนข้อความว่า “เจ๊รวยสู้ ๆ” และสรรเสริญเจ๊รวย ก่อนที่ตนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิด
ทนายอั๋นระบุว่า ในวันถัดมาพบว่ามีบุคคลแอบถ่ายภาพบริเวณหน้าบ้านของตน และนำภาพไปเผยแพร่ พร้อมระบุรายละเอียดว่าตนเดินทางกลับถึงบ้านในเวลาประมาณ 21.00 น. ทำให้ตนรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและนำไปแจ้งความต่อหน่วยงานตำรวจในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ต่อมาไม่นาน ทนายอั๋นเดินทางไปยังตำรวจภูธรภาค 3 เพื่อแถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าพบชายสวมเสื้อสีดำ รูปร่างสูงผอมและตัดผมสั้น อยู่ในบริเวณสถานที่ดังกล่าวก่อนหน้านี้ และภายหลังพบภาพถ่ายของตนจากมุมเฉียงด้านซ้ายเผยแพร่ในเพจหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดอำนาจเจริญ จึงเกิดข้อสงสัยว่าบุคคลที่พบเห็นอาจเป็นผู้ถ่ายภาพดังกล่าว
ทนายอั๋นกล่าวว่า ในวันเดียวกันยังมีเหตุการณ์ที่ตนมองว่าผิดปกติ โดยระบุว่ามีบุคคลขี่รถติดตามและถ่ายภาพรถยนต์ของตนจากด้านหลัง ก่อนนำภาพไปเผยแพร่ในเพจที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดอำนาจเจริญถึง 3 ครั้งภายในวันเดียวกัน ทำให้ตนปรึกษาเพื่อนและสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีอุปกรณ์ GPS ติดตั้งอยู่ในรถยนต์
ทนายอั๋นเล่าต่อว่า ในวันถัดมา ขณะเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ตนได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับเพื่อน ซึ่งแนะนำให้นำรถยนต์เข้าตรวจสอบโดยเร็ว จึงตัดสินใจนำรถเข้าอู่เพื่อตรวจเช็กช่วงล่างและตรวจสอบว่ามีอุปกรณ์ติดตามตำแหน่งติดตั้งอยู่หรือไม่ โดยขณะนั้นตนยังอยู่ในจังหวัดนครราชสีมาและเดินทางออกจากตัวเมืองมาได้ไม่ไกล เมื่อช่างตรวจสอบรถยนต์ พบอุปกรณ์ต้องสงสัยและแจ้งว่าพบแล้ว ก่อนจะตรวจพบอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งตามมา ตนจึงนำอุปกรณ์ทั้งสองชิ้นออกมา โดยในขณะนั้นยังเกิดความกังวลว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเป็นวัตถุอันตรายหรือไม่ แต่เชื่อว่าอาจเป็นเครื่อง GPS จึงตรวจสอบอุปกรณ์เพิ่มเติม โดยระบุว่าขั้นตอนต่าง ๆ มีการบันทึกภาพและวิดีโอไว้ทุกช่วงตามคลิปที่ตนนำเสนอไปก่อนหน้านี้
ทนายอั๋นย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตนต้องการให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องอุปกรณ์ที่พบในรถยนต์ บุคคลที่ติดตามถ่ายภาพ และภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่ต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกัน โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่เข้ามาร่วมตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ก่อนหน้านี้ตนพยายามขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากตำรวจภูธรภาค 3 แต่ได้รับแจ้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังโทรศัพท์สอบถามความคืบหน้า ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาว่าการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดให้ตนตรวจสอบเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารหรือไม่ และจะสามารถอนุญาตให้ตรวจดูได้หรือไม่
ทนายอั๋นตั้งคำถามว่า เหตุใดการขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดจึงต้องผ่านกระบวนการพิจารณาดังกล่าว ทั้งที่เป็นเรื่องที่ตนเห็นว่าเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของตนเอง พร้อมเปรียบเทียบว่าหากเป็นกรณีที่ประชาชนทั่วไปขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของภาคเอกชน เช่น ร้านสะดวกซื้อ ก็สามารถติดต่อผู้จัดการเพื่อขอความช่วยเหลือได้ และมองว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและความปลอดภัยในชีวิตควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังเช่นกัน
“ผมเป็นบุคคลสาธารณะ ต่อสู้เพื่อสังคม เพื่อประเทศไทย ยังทำแบบนี้ครับ” ทนายอั๋นกล่าว พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นที่มีต่อกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ลดลง หลังจากประสบเหตุการณ์ต่าง ๆ และไม่ได้รับการตรวจสอบตามที่ร้องขอ
ทนายอั๋นยังกล่าวถึงนางสุขสมรวย โดยตั้งคำถามถึงบทบาทในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเรียกร้องให้เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและการพิสูจน์ทราบอุปกรณ์ GPS รวมถึงซิมโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบว่าบุคคลใดเป็นผู้ดำเนินการและมีวัตถุประสงค์อย่างไร
ทนายอั๋นกล่าวว่า ตนต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ร้องต้องดำเนินการติดตามเรื่องด้วยตนเอง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกลับยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดำเนินการตามที่ตนต้องการอย่างชัดเจน
“วันนี้ผมมาร้องที่กองปราบ มีซิม มีรายชื่อ กองปราบทำไมไม่ร่วมหาข้อเท็จจริงกับผม ทำไมครับ ทำไมคุณสุขสำรวยไม่มาร่วมหาความจริงกับผม” ทนายอั๋นกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่าหากมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่อาจช่วยตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยได้ เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างจริงจัง และในวันถัดไปตนมีแผนจะเดินทางไปพบ นางสุขสมรวย ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ช่วยตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยมองว่าเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่เดินทางไปจังหวัดอำนาจเจริญจนถึงปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อชีวิตของตน และยังมีประเด็นที่ต้องการคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง
ทนายอั๋นกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนยังถูกกล่าวถึงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลและข้อกล่าวหาเรื่องการล้มล้างการปกครอง โดยระบุว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามนำประเด็นเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับตน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้หวาดกลัวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องการให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์อย่างตรงไปตรงมา
ทนายอั๋นย้ำว่า การเดินทางมายื่นหนังสือในวันนี้ไม่ได้มีเจตนาท้าทายเจ้าหน้าที่ แต่ต้องการให้กองบังคับการปราบปรามพิจารณาคำร้องและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากกองปราบปรามไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ.
/////


