ตำรวจสอบสวนกลางผนึกกำลังทัพเรือ บุกจับขบวนการลักลอบขนอาวุธสงครามทางทะเล รวบผู้ต้องหา 5 ราย ยึดกระสุนปืนอาก้า AK-47 กว่า 3 หมื่นนัด พร้อมอาวุธและวัตถุต้องสงสัยอีกหลายรายการ หลังพบพฤติการณ์นัดรับของกลางกลางทะเลใกล้เกาะกูด ก่อนลำเลียงขึ้นฝั่งแม่น้ำเวฬุ จังหวัดตราด เร่งขยายผลตามล่าผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อ ….. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ท.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.รน. , พล.ร.ต. ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา 5 ราย พร้อมตรวจยึดเครื่องกระสุนปืนสงครามจำนวนกว่า 3 หมื่นนัด และอาวุธปืนอีกหลายรายการ หลังสืบสวนพบขบวนการลักลอบขนส่งอาวุธทางทะเล บริเวณแม่น้ำเวฬุ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดอาวุธและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมาก เป็นกระสุนปืนอาก้า หรือ AK-47 ขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 23,640 นัด และเครื่องกระสุนปืนกลขนาด 12.7 มิลลิเมตร จำนวน 765 นัด จึงได้มีการขยายผล เพราะคาดว่าผู้กระทำผิดจะมากระทำความผิดซ้ำ โดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันระหว่างฝ่ายปกครองในพื้นที่ กองทัพเรือ และตำรวจ จนพบว่าจะมีการลักลอบนำเรือสปีดโบ๊ตออกไปรับสิ่งของกลางทะเล บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด ก่อนลำเลียงสิ่งของดังกล่าวขึ้นฝั่งบริเวณแม่น้ำเวฬุ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด
ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงวางแผนเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเรือเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเวลาประมาณ 05.40 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือสปีดโบ๊ตลำดังกล่าวแล่นกลับเข้ามาทางแม่น้ำเวฬุ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น
ผลการตรวจค้นพบผู้ต้องหา 5 ราย อยู่ภายในเรือ พร้อมกระสอบหลายกระสอบพันด้วยกระดาษกาว และพบเครื่องกระสุนปืนอาก้าและเครื่องกระสุนปืนอีกหลายรายการซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมตรวจยึดของกลาง ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องในขบวนการ ทั้งผู้จัดหา ผู้ว่าจ้าง ผู้ลำเลียง และผู้รับปลายทาง
จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ควบคุมเรือให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากบุคคลที่ไม่ทราบชื่อและนามสกุล ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยได้รับคำสั่งให้นำเรือไปรับคนชาวกัมพูชาและสิ่งของ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของอะไร ซึ่งจะมีเรือเพลายาววิ่งมาจากฝั่งกัมพูชาเพื่อนำคนและสิ่งของมาส่ง โดยจุดนัดพบอยู่บริเวณกลางทะเลใกล้เกาะกูด จังหวัดตราด ภายในน่านน้ำไทย แล้วเมื่อรับคนและสิ่งของเรียบร้อยให้นำเรือไปจอดที่ท่าเรือธรรมชาติ ริมแม่น้ำเวฬุ อ.เขาสมิง จ.ตราด และถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นจับกุมได้ในที่สุด
สำหรับของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วย เครื่องกระสุนปืนอาก้า หรือ AK-47 ขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 31,680 นัด บรรจุในกล่องเหล็ก 44 กล่อง กล่องละ 720 นัด / เครื่องกระสุนปืนอาก้าอีก 200 นัด / วัตถุต้องสงสัยคล้ายแท่งดินส่ง 3 แท่ง / เรือยนต์สปีดโบ๊ตสีขาว ไม่มีชื่อและหมายเลขทะเบียน ติดตั้งเครื่องยนต์ฮอนด้าขนาด 115 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง
ด้าน พล.ร.ต.ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจน้ำ กรมข่าวทหารเรือ และเจ้าหน้าที่ข่าวทัพเรือภาคที่ 1 ในการรวบรวมข้อมูลและสืบสวน จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด / ทั้งนี้ กองทัพเรือมีความเข้มงวดในการตรวจสอบและปกป้องอธิปไตย รวมถึงป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่ติดกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่
ส่วนการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังนั้น จากการสืบสวนพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยในพื้นที่ภาคตะวันออก ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเชื่อว่าการจับกุมผู้ต้องหากลุ่มนี้จะช่วยให้การสืบสวนขยายผลไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องรายอื่นได้ แม้ก่อนหน้านี้พยานหลักฐานจะยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ตาม
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวอาจไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการลักลอบขนอาวุธสงครามเท่านั้น แต่อาจเชื่อมโยงกับการลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายประเภทอื่นด้วย โดยเบื้องต้นพบข้อมูลว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นคนไทย และมีข้อสงสัยว่าอาวุธสงครามที่ลำเลียงผ่านชายฝั่งทะเล อาจใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 ทั้งในพื้นที่ทางตอนใต้และทางตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป
เบื้องต้น ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ครอบครองได้โดยผิดกฎหมาย รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการครอบครองยุทธภัณฑ์ประเภทอาวุธและเครื่องอุปกรณ์ทางทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดตามกฎหมายคนเข้าเมืองในส่วนของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
//////



